THAI CADET.ORG
 
 
 

 

ประมวลผลการจัดกิจกรรม
ทดสอบความรู้ภาควิชาการ
กับเว็บไซต์นายร้อยไทย
THAI CADET OPEN HOUSE
ประจำปี ๒๕๕๓

 

 
 
 
 
ประมวลผลการจัดกิจกรรมทดสอบความรู้ภาควิชาการ “ฟรี”
กับเว็บไซต์นายร้อยไทย ครั้งที่ ๔
THAI CADET OPEN HOUSE
เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
 
 
 

ดาวน์โหลดข้อสอบ ครั้งที่ ๔

ดาวน์โหลดเฉลยข้อสอบ ครั้งที่ ๔
   (อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำ)

ภาพการจัดกิจกรรม ครั้งที่ ๔

          อยู่ระหว่างการจัดทำประมวลผลการจัดกิจกรรมครับ

 
 
 
ประมวลผลการจัดกิจกรรมทดสอบความรู้ภาควิชาการ “ฟรี”
กับเว็บไซต์นายร้อยไทย ครั้งที่ ๓
THAI CADET OPEN HOUSE
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
 
 

     

     

     

 

ดาวน์โหลดข้อสอบ ครั้งที่ ๓

ดาวน์โหลดเฉลยข้อสอบ ครั้งที่ ๓

ภาพการจัดกิจกรรม ครั้งที่ ๓

          สุขสันต์วันตรุษจีนครับ

          เนื่องจากวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเว็บไซต์นายร้อยไทยได้จัดกิจกรรม Progressive Pre-Test ครั้งที่ 3 ตรงกับวันตรุษจีนของปีนี้พอดี ดังนั้นเด็กไทยเชื้อสายจีน (ทั้งเชื้อสายจีนแท้ และเชื้อสายจีนปลอม 555) ขาประจำ จึงไม่ได้มาทำการทดสอบความรู้ร่วมกันในครั้งนี้ ตัว Webmaster เองก็มีเชื้อสายจีน แต่อย่างว่าล่ะครับ สัญญาต้องเป็นสัญญา ในเมื่อเรากำหนดวันจัดกิจกรรมที่แน่นอนแล้ว เราก็ต้องจัด ฯ แม้ว่าวันนี้เด็กๆ จะมากันไม่มากก็ตาม

          ช่วงเช้าอากาศครึ้มๆ ฝนนิดหน่อย แต่พอสายๆ ฟ้าก็เริ่มเปิด แดดออกและอากาศเริ่มร้อน ส่วนใหญ่เด็กๆ ที่มาทดสอบความรู้จะเป็นคนที่เคยมาแล้ว และมีน้องๆ หน้าใหม่มาไม่กี่คน แต่ทุกคนก็มากันก่อนเวลา ทำให้เราสามารถเริ่มกิจกรรมกันได้เร็ว ช่วงแรกๆ เราได้พูดคุย share ความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นกัน รวมทั้งเว็บไซต์ ฯ ได้แนะแนวทางการสมัครสอบเข้าเป็น นตท. เหล่าตำรวจ ซึ่งในปีนี้จะเปิดรับสมัครทาง Internet อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่ง รร. นรต. ต้องการแค่ข้อมูลพื้นฐานและ Digital file ภาพถ่ายหน้าตรงชุดนักเรียนขนาดไม่ต่ำกว่า 50kb ของน้องๆ เท่านั้น เมื่อน้องๆ สมัคร online เสร็จแล้ว สามารถ print บัตรสอบ และติดรูปถ่ายให้เรียบร้อย (นำไปแสดงตัวในวันสอบรอบแรกครับ) รวมทั้งรอประมาณ 2 วันเพื่อใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนในการ download ข้อสอบเก่าปี 2552 มาหัดทำได้ นับเป็นข้อดีของการสมัครสอบทาง Internet ครับ ...

          แต่ !!! โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า “ยังมีเด็กไทยอีกมาก ที่ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลทาง Internet และคาดหวังว่า จะมาสมัครสอบเข้าเป็น นตท. เหล่าตำรวจ แบบสมัครด้วยตนเองฯ เหมือนในปีที่ผ่านๆ มา และต้องพบกับความผิดหวัง” พี่คิดเสมอว่า เด็กๆ อาจเป็นหมื่นคน จะเสียโอกาสในการสอบครั้งนี้เนื่องจากการไม่รับทราบ และเข้าไม่ถึงข้อมูลที่ประกาศทาง Internet ซึ่งเมื่อปัญหานี้เกิดขึ้น หน่วยงานที่จัดให้มีการรับสมัครสอบคงได้มีการกลับไปทบทวนและพิจารณาดำเนินการ เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องนี้ ต่อไป

          “อย่าลืมนะครับว่า เราเป็นคนไทยเหมือนกัน แต่เรามีโอกาสไม่เท่ากัน เด็กต่างจังหวัดหลายแสนคนยังไม่รู้ว่า Internet คืออะไร ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาที่เขาไม่รู้ แต่ความไม่รู้นี้ทำให้พวกเขาเสียโอกาสในชีวิต”

          น้องๆ ที่ยังไม่ได้สมัคร ก็สามารถเข้าไปสมัครได้ตามนี้ครับ : www.rpca.ac.th

          ที่สำคัญอย่าประมาทหรือชะล่าใจสมัครสอบวันสุดท้าย (๒๖ กุมภาพันธ์ ๕๓) เด็ดขาดนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่มัีกจะเฮโลลงมือทำกันวันสุดท้าย แล้วลองนึกดูว่าคนนับสิบ นับร้อย นับพัน พยายามแย่งกันเข้าสู่ระบบ แล้วถ้าระบบล่ม สมัครไม่ได้... นั่นหมายความว่าสิ่งที่พยามยามมาตลอดทั้งปี เป็นอันจบครับ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับว่า วันสุดท้ายนี้ระบบใดๆ ก็ตามแม้ว่าจะถูกออกแบบมาอย่างดี ก็สามารถล่มได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอ่านประมวลผลเสร็จแล้ว ลองเตรียมข้อมูลและภาพถ่ายเพื่อสมัครสอบกันนะครับ

     

     

          การสอบ Pre-Test ครั้งที่ 3 นี้ ประกอบด้วยข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคม อย่างละ 40 ข้อ รวม 200 ข้อ ซึ่งพี่ให้เวลาในการทำ 3 ชั่วโมง 30 นาที ครับ เราเริ่มสอบกันในเวลา 09:30 และเสร็จสิ้นการสอบในเวลา 13:00 โดยใช้เวลาในการเฉลยคำตอบ (เฉลยเฉพาะข้อที่ถูก โดยยังไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดมากนัก) เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

          จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน ผู้ทำคะแนนได้สูงสุดเป็นเด็กระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 จาก รร. วัดเขมาภิรตาราม จ. นนทบุรี ซึ่งทำได้ 105 คะแนน (เกินครึ่งมา 5 คะแนนครับ T_T ) นอกจากนั้น คะแนนก็จะลดหลั่นกันไปจากประมาณ 100 คะแนน ถึงประมาณ 50 คะแนน แต่ที่น่าสนใจคือ คนที่ได้คะแนนมากที่สุด (นับคะแนนตามจำนวนข้อ แต่ละข้อคะแนนเท่ากัน) ยังทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้ไม่มาก และได้น้อยกว่าน้องคนที่ได้คะแนนอันดับที่สอง ซึ่งได้ 102 คะแนน น้องที่ได้อันดับที่สองนี้มีศักยภาพในการทำข้อสอบคำนวณมากๆ เพราะพี่ออกข้อสอบคำนวณแบบเติมคำในช่องว่าง ไม่ใช่ข้อสอบ Multiple Choices ครับ ดังนั้น ผลงานน้องคนดีดีขึ้นมาตลอดนับจากการทำทดสอบครั้งแรก นับได้ว่าน้องอันดับที่สองนี่ใช้ฝีมือในการสอบล้วนๆ ครับ หากเขามีเวลาอ่านภาษาไทยและสังคมเพิ่มอีกนิด เขาจะเป็นคนที่แกร่งมากๆ และมีโอกาสสอบติดได้มากครับ

     

โดยภาพรวมแล้ว ผลคะแนนการสอบจากคะแนนเต็ม 200 คะแนน เป็นดังนี้ครับ

100 - 110 คะแนน รวม 2 คน คิดเป็น 10.526%

91 – 100 คะแนน รวม - คน คิดเป็น 0%

81 – 90 คะแนน รวม 1 คน คิดเป็น 26.316%

71 – 80 คะแนน รวม 3 คน คิดเป็น 21.053%

61 – 70 คะแนน รวม 2 คน คิดเป็น 15.789%

51 – 60 คะแนน รวม 2 คน คิดเป็น 0 %

41 – 50 คะแนน รวม - คน คิดเป็น 0 %

คะแนนสอบดังกล่าว ถูกแสดงเป็นแผนภูมิวงกลมได้ ดังนี้ครับ

          ซึ่งจะเห็นว่า น้อยมากที่สามารถทำคะแนนได้ถึงครึ่ง และส่วนใหญ่ยังทำคะแนนสอบได้ไม่ดี เนื่องจากยังมีความรู้ไม่เพียงพอ และยังบริหารจัดการเวลาได้ไม่ดีพอครับ

          ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนเด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะไม่มาก แต่พี่ก็ได้สอนแนวคิดอะไรต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องการเตรียมตัวสอบ การบริหารจัดการเวลา การมองเห็นคุณค่าของชีวิต และคุณค่าของเวลา รวมทั้งความเป็นจริงของโลก

          โดยส่วนตัวแล้ว พี่ยอมรับว่าระบบการศึกษาไทยสำหรับเด็กนักเรียนในระบบนั้น fair นะครับ เพราะเมื่อเราเข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แน่นอนว่าเมื่อเราเริ่มโตขึ้น เราต้องมีความรับผิดชอบในตนเองมากขึ้น และต้องพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อจะรับผิดชอบผู้อื่นด้วย เมื่อน้องๆ เรียนวิชาพื้นฐานไม่เข้าใจ หลายคนจะ Anti การศึกษา และไม่ทำการบ้าน เมื่อไม่ทำการบ้านก็ทำแบบฝึกหัดไม่ได้และไม่สนใจในการอ่านหนังสือเรียน รอลอกการบ้านเพื่อนทุกเช้า ทุกวันๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นเทอม จนสุดท้ายพอสอบปลายภาคก็ทำข้อสอบไม่ได้ พอสอบตกโรงเรียนก็ให้สอบซ่อมแล้วให้ผ่าน โดยไม่ประเมินตามความเป็นจริงว่าเด็กนี้มี Potential เพียงพอที่จะสอบผ่านขึ้นชั้นปีต่อไปหรือไม่ พอปัญหานี้สะสมกันเรื่อยมาจนเด็กจะจบ ม.3 กลายเป็นว่าเด็กคนนี้เรียนอะไรไม่รู้เรื่องเลย เกรดเฉลี่ยก็ไม่ถึง 2.50 จึงไม่สามารถขึ้น ม.4 ที่โรงเรียนเดิมของตนเองได้ (แล้วคิดว่าเกรดไม่ถึง 2.50 จะไปสอบเข้าที่อื่นได้ไหมครับ?) ก็ต้องไปเรียนต่อสายอาชีพ หรือออกจากระบบการศึกษาไป หลายคนโทษระบบว่าระบบการศึกษาไม่ดี แต่หากมองความเป็นจริงแล้ว จะพบว่า “ตัวของเราเองนี่แหละครับ ที่เป็นคนกำหนดว่าความเป็นไปในชีวิตของเราเอง” ถ้าน้องขยันเรียน ทำการบ้านทุกครั้ง ทำแบบฝึกหัดทุกข้อ ทำไม่ได้ก็ note ไว้ และนำคำถามไปคุยกับเพื่อน ไปถามอาจารย์ ไม่ปล่อยให้ปัญหาพอกพูน ตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อทำข้อสอบให้ดี หากน้องๆ ทำอย่างนี้ได้ น้องจะจบ ม.3 ได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมที่จะไปสอบเรียนต่อที่ไหนก็ได้ โดยมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม

          พี่จึงอยากบอกว่า ที่ระบบการศึกษามัน fair แม้ว่าครูที่โรงเรียนจะไม่ค่อยสอนอะไรกับน้องๆ เพราะอะไร? ลองอ่านคำนำหน้าหนังสือเรียนของน้องๆ ดูสิครับ

 

          สังเกตนะครับ หนังสือเรียนทุกเล่มนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้น้องๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเป็นหลัก ดังนั้นแค่น้องอ่านทุกหน้า ทุกบรรทัด ทำแบบฝึกหัดทุกข้อโดยดูวิธีทำจากตัวอย่าง สั่งสมความรู้ด้วยการทำแล้วทำอีกๆ เป็นร้อยๆ พันๆ หมื่นๆ แสนๆ ครั้ง น้องก็จะมีทักษะและความชำนาญ (skill and expertise) สามารถทำข้อสอบได้ และมีผลการเรียนที่ดี

          ขึ้นอยู่กับว่า น้องจะทำหรือไม่ทำ แค่นั้นแหละครับ ?

          คนที่เอาชนะตนเอง ก็จะได้รางวัลแห่งความสำเร็จ ในขณะที่คนที่ขี้เกียจ ก็จะได้รับรางวัลเช่นกัน คือไม่ได้อะไรเลย น้องๆ มีเวลาในการเตรียมตัวอีกไม่มาก จำไว้ครับว่าไม่มีอะไรสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น แต่เกิดมาชีวิตนึง จะมีโอกาสสักกี่ครั้ง จงใช้และทำโอกาสนั้นให้ดีที่สุดครับ

Webmaster: www.thaicadet.org
On February14th 2010, 00:35 A.M.

 
 
 
 
 
ประมวลผลการจัดกิจกรรมทดสอบความรู้ภาควิชาการ “ฟรี”
กับเว็บไซต์นายร้อยไทย ครั้งที่ ๒
THAI CADET OPEN HOUSE
เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๓
 
 

     

     

 

ดาวน์โหลดข้อสอบ ครั้งที่ ๒

ดาวน์โหลดเฉลยข้อสอบ ครั้งที่ ๒

ภาพการจัดกิจกรรม ครั้งที่ ๒

          เขาเรียกว่าฟ้าฝนเป็นใจ... เช้าวันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 อากาศอึมครึมพอสมควร (ความกดอากาศคงจะสูงมาก ลมไม่พัดเลย) ตอนแรกพี่กลัวๆ อยู่ว่าฝนจะตกหรือไม่ เพราะเมื่อวานในบรรยากาศเดียวกันนี้ ฝนตกหนักมาก เวลาประมาณ 08:40 น้องๆ หลายคนก็มาถึงแล้ว แต่เพราะเราไม่รู้จัก และไม่เคยเจอกัน ทำให้หลายคนเก้ๆ กังๆ ที่จะเข้ามาทักทาย (ไม่ยอมโทรมาถามด้วยนะ) แต่ก็มีเด็กๆ Group เดิมที่เคยมาทยอยเดินเข้ามาหา สรุปว่ามีน้องๆ บางคนที่มาเป็นครั้งที่สอง หลายคนมาเป็นครั้งแรก แต่พี่เชื่อว่าทุกคนตั้งใจมา โดยเฉพาะท่านผู้ปกครองที่มาส่งลูกชาย และรอจนกิจกรรมของเราเลิก จึงได้กลับบ้านพร้อมกันในตอนบ่าย

          การจัดกิจกรรมครั้งที่สองนี้ thaicadet เตรียมตัวมากขึ้น, อย่างน้อยก็เขียนโจทย์ผิดน้อยลง 555, โดยได้ประสบการณ์จากการจัดกิจกรรมครั้งแรก เราได้พูดคุยและตอบทุกคำถามที่น้องๆสงสัยให้ท่านผู้ปกครองและน้องๆ ฟัง โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น น้องๆ ประมาณ 20 คนก็เริ่มทำ Progressive Pre-Test ซึ่งมีจำนวนข้อสอบที่มากขึ้นจากครั้งที่แล้ว กล่าวคือ

          วิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 35 ข้อ

          วิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 35 ข้อ

          วิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 30 ข้อ

          วิชาภาษาไทย จำนวน 20 ข้อ และ

          วิชาสังคม จำนวน 20 ข้อ รวมทั้งสิ้น 140 ข้อ

          ซึ่งเราให้เวลาในการทำข้อสอบ 2 ชั่วโมง 45 นาที ครับ

 

     

     

          เนื่องจากเป็น Progressive Pre-Test ครั้งที่สอง ดังนั้น หากเปรียบเทียบกับการทดสอบครั้งแรก จะมีข้อแตกต่างที่สามารถเห็นได้ชัดเจน ดังนี้

  • จำนวนข้อสอบแต่ละวิชาจะมากขึ้น เวลาทดสอบก็เพิ่มมากขึ้นด้วย (เพิ่มขึ้น 15 นาทีจากการทดสอบครั้งแรก) โดยครั้งที่แล้วมีน้องคนหนึ่ง “มั่ว” เก่งมาก มั่วได้ใจสุดๆ (อุตส่าห์บอกว่าเป็นการทดสอบตัวเอง - ไม่ให้มั่ว) ดังนั้น ข้อสอบเลขในครั้งนี้จึงเป็นการเติมคำในช่องว่าง ซึ่งน้องๆ หลายคนบอกว่าโหดมาก แต่ถือว่าเป็นการวัดผลวิชาคำนวณที่ได้ผลดีมาก ๆ เช่นกัน กล่าวคือ จอมมั่วคราวที่แล้วไม่สามารถข้อสอบคำนวณและตอบคำตอบที่ถูกต้องได้เลย เรียกได้ว่าปล่อยว่างแทบทุกข้อ ในขณะที่น้องๆ ที่เตรียมตัวมาดีสามารถคำนวณคำตอบได้ถูกต้อง และทำข้อสอบได้หลายข้อ อันเป็นการวัดผลได้ว่า คนที่เตรียมตัวมาดีสามารถทำข้อสอบได้ดีจริงๆ และส่วนใหญ่จะทำข้อสอบคำนวณได้ดีกว่าข้อสอบด้านภาษา
  • สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์นั้น พี่ได้เตรียมข้อสอบในเนื้อหาที่หลายคนไม่ถนัดจริงๆ ส่วนแรกคือ “ไฟฟ้า” ครับ พี่ยอมรับว่า, สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว, ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากมากๆ, สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์แล้ว ถ้าใครเรียนวิชา Mechanics เก่ง มักจะไม่เก่งเรื่องไฟฟ้า ส่วนใครเก่งไฟฟ้า มักจะไม่เก่ง Mechanics ดังนั้นส่วนที่สองจึงเป็นส่วน Mechanics หรือกลศาสตร์ เช่น รอก คาน พื้นเอียง ลิ่ม screw และสปริง ซึ่งน้องๆ บางส่วนสามารถทำข้อสอบส่วนนี้ได้ หลายคนใช้สูตรเป็น แต่ยังประยุกต์ใช้กับโจทย์ปัญหาไม่เป็น จึงไม่สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้ ครับ
  • สำหรับวิชาภาษาอังกฤษนั้น เนื่องจากน้องๆ มีทักษะการอ่านภาษาอังกฤษน้อยมาก ด้งนั้น ข้อสอบทั้ง 30 ข้อ จึงเป็นรูปแบบของการอ่าน Passage ทั้งหมด และตอบคำถามในรูปแบบของ Reading และ Grammar จะเห็นว่า ภาษาอังกฤษเป็นยาขมหม้อยักษ์สำหรับเด็กไทยโดยแท้ เนื่องจากทักษะการอ่านที่ยังไม่แข็งแรง ^^ ทำให้หลายคนทำข้อสอบภาษาอังกฤษได้ไม่ดีเท่าที่ควร น้อยมากที่สามารถทำคะแนนได้ถึงครึ่งหนึ่ง (15 ข้อ) และส่วนใหญ่จะได้คะแนนไม่เกิน 10 คะแนน

ผลคะแนนการสอบจากคะแนนเต็ม 140 คะแนน เป็นดังนี้ครับ

60 – 69 คะแนน รวม 2 คน คิดเป็น 10.526%

50 – 59 คะแนน รวม 5 คน คิดเป็น 26.316%

40 – 49 คะแนน รวม 5 คน คิดเป็น 26.316%

30 – 39 คะแนน รวม 4 คน คิดเป็น 21.053%

20 – 29 คะแนน รวม 3 คน คิดเป็น 15.789%

10 – 19 คะแนน รวม - คน คิดเป็น 0 %

0 – 9 คะแนน รวม - คน คิดเป็น 0 %

คะแนนสอบดังกล่าว ถูกแสดงเป็นแผนภูมิวงกลมได้ ดังนี้  

           พี่ขอบอกก่อนว่า น้องๆ ทุกคนที่สมัครเข้ามาทำ Free Pre-Teat นี้ มาด้วยความตั้งใจทั้งนั้น ดังนั้น หลายคนจึงเป็นคนเก่งในระดับชั้นของโรงเรียนตนเอง แต่ หลังจบการทดสอบและน้องๆ ได้สลับกันตรวจคำตอบแล้ว จากคะแนนรวม 140 คะแนน มีคนที่ได้คะแนน Top คือคนเก่งจาก รร. โยธินบูรณะ ครับ ซึ่งทำคะแนนได้ถึง 66 คะแนน ถามว่าผ่านไหม? ไม่ผ่านหรอกครับ เพราะยังได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง แต่ถือว่าด้วยเด็กวัยเดียวกันแล้ว เขามีความตั้งใจที่สูงมากๆ ส่วนน้องๆ คนอื่นๆ ก็ได้คะแนนลดหลั่นกันลงไป จาก 60 กว่าคะแนนไปจนถึง 10 กว่าคะแนน

          พี่เชื่อเสมอว่า การทดสอบครั้งนี้ให้อะไรกับน้องๆ มากมาย เนื่องจากทุกคนจะได้ข้อสอบกลับบ้าน ดังนั้น ทุกคนจะเห็นข้อบกพร่องของตนเอง และคนที่สู้เพื่อเอาชนะตนเองเท่านั้นที่จะกลับไปทบทวนบทเรียนในเรื่องนั้นๆ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกของน้องๆ หลังจากได้ทำการทดสอบในครั้งนี้ ครับ

          น้องที่ได้คะแนนสูงสุดนั้น ใช้เวลาในการทบทวนบทเรียนตอนเช้า 1 ชั่วโมงก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ, ประมาณ 30 นาทีในตอนกลางวัน และประมาณ 4-6 ชั่วโมงในช่วงเย็น หลังเวลา 18:00 น. พี่ได้ยกตัวอย่างให้น้องๆ ได้เห็นว่า ไม่มีใครสามารถปลูกต้นไม้โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที แล้วได้ผลลัพธ์เป็นต้นไม้ที่เติบใหญ่ได้ขนาดนี้ หากแต่ต้องใช้เวลาเพาะบ่มตั้งไม่รู้กี่ปี กว่าต้นไม้จะเติบโต และมีรากที่แข็งแรงสามารถหากินเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครดูแล ความรู้ก็เช่นกัน ไม่มีทางที่ใครสักคนจะเก่งเหนือใครโดยไม่เคยฝึกฝนอะไรเลย คนเก่งทุกคน, ไม่ว่าจะเป็นด้านใด, ต้องมีความพยายามอย่างสุดๆ เป็นที่ตั้ง ถ้ามีใครสักคนใช้เวลา 365 วัน หรือ 4,380 ชั่วโมง เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ตรงข้ามกับน้องๆ บางคนที่ปีหนึ่งไม่เคยอ่านหนังสือเลยสักชั่วโมงเดียว คิดว่าผลลัพธ์จะแตกต่างกันไหมครับ? พี่คิดว่า คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือตัวน้องๆ เองครับ

          ช่วงสุดท้าย หลังกินข้าวกลางวัน พี่ได้เฉลยวิชาเลขเป็น Demo ประมาณ 10 กว่าข้อ ให้น้องๆ ที่ยังไม่รีบกลับได้ดู โดยเน้นความเข้าใจในรูปแบบของการแก้ปัญหา น้องๆ สามารถดูได้ทาง link นี้ครับ

(VDO ใน Youtube.com กำลังโหลดครับ)

          ทั้งนี้ เว็บไซต์นายร้อยไทย ขอขอบพระคุณท่านผู้ปกครอง และน้องๆ ทุกคนที่ให้ความสนใจมาร่วมกิจกรรมกัน การทดสอบครั้งนี้ได้เปิดโลกทัศน์ให้น้องๆ หลายคนได้ทราบว่า การที่เราได้เกรดเฉลี่ยสูงๆ จากโรงเรียนของเรา มิได้เป็นการ Guarantee ว่าเราจะเป็นคนที่เก่งที่สุดเมื่อเปรียบเทียบในสนามสอบใหญ่ การที่แต่ละคนได้เห็นข้อบกพร่องของตนเองและกลับไปแก้ไขข้อบกพร่องนั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นวัตถุประสงค์หลักของการจัดกิจกรรมของเราครับ

          แล้วพบกันอีกครั้ง ในวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 กับ Progressive Pre-Test ครั้งที่ 3 ครับ

ด้วยความเคารพ
Webmaster: www.thaicadet.org
printed on Jan30th 2010
Call me: 087-561-2511, 087-562-2511

 
 
 
 
ประมวลผลการจัดกิจกรรมทดสอบความรู้ภาควิชาการ “ฟรี”
กับเว็บไซต์นายร้อยไทย ครั้งที่ ๑
THAI CADET OPEN HOUSE
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๓
 
 
       
 

ดาวน์โหลดข้อสอบ ครั้งที่ ๑

ดาวน์โหลดเฉลยข้อสอบ ครั้งที่ ๑

ภาพการจัดกิจกรรม ครั้งที่ ๑

          บ่ายโมงครึ่งของวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2553 การจัดกิจกรรม Progressive Pre-Test ครั้งที่ 1 ของเว็บไซต์นายร้อยไทย (www.thaicadet.org) ก็จบลงด้วยความเรียบร้อย

          ทีมงานนายร้อยไทยมาถึงที่นัดหมายเวลาประมาณ 08:10 เพื่อมาจัดเตรียมสถานที่ วางอุปกรณ์ และเอกสารต่างๆ น้องๆ หลายคนก็มาพร้อมที่บริเวณสถานที่จัดงานแล้ว โดยเฉพาะท่านผู้ปกครองหลายท่านซึ่งมาส่งลูกๆ และซื้อส้มสายน้ำผึ้งมาฝากพวกเรา และเด็กๆ ทุกคนด้วย “ขอบพระคุณมากครับ”

          เวลา 09:00 มีน้องๆ ที่จะเข้าร่วมทำการทดสอบประมาณ 20 กว่าคนมารวมกันบริเวณม้านั่ง ข้างศูนย์เรียนรวม 1 ฯ หลายคนเป็นคนเก่งจากโรงเรียนมัธยมของตนเอง หลายคนเป็นคนเก่งจากโรงเรียนกวดวิชาดังๆ ที่เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป อีกทั้งท่านผู้ปกครองก็ได้เข้ามาร่วมพูดคุย และแลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารของเด็กๆ ในปี 2553 นี้ หลังจากนั้นน้องๆ แต่ละคนก็ไปเตรียมตัวเพื่อจะทำการทดสอบในเวลา 09:30

          ก่อนทำการทดสอบ ซึ่งเราสมมุติว่าเป็นการสอบจริง พี่จึงให้น้องๆ ไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย และเข้านั่งประจำที่สอบ ปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ใช้เพียงดินสอกดและยางลบที่ตนเองเตรียมมา ในการสอบเท่านั้น โดยให้น้องๆ สามารถทดเลขในตัวปัญหาสอบได้เลย (เพราะเราให้ปัญหาสอบทุกคน กลับบ้านครับ ^^” ) กติกาของการสอบนั้น ง่ายมากๆ คือ

  • ห้ามลอกกัน ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองเป็นที่ตั้ง
  • ห้ามมั่วเด็ดขาด เพราะข้อคำนวณทุกข้อมีคำตอบอยู่ครบถ้วน  หากทำไม่ได้ ให้วงหน้าข้อและเขียนว่า ทำไม่ได้ เพื่อวัดความรู้ของตนเองจริงๆ ว่าเราทำข้อสอบเรื่องไหนได้/หรือไม่ได้ และโดยภาพรวมแล้วเราทำได้จริงมากน้อยเพียงใด
  • จำนวน “ข้อ” ของการสอบครั้งแรกนี้มีเพียงครึ่งหนึ่งของข้อสอบจริง กล่าวคือวิชาละประมาณ 30 ข้อ เราจึงให้เวลาในการทำ Pre-Test เพียง 2 ชั่วโมง 30 นาที ครับ

          ข้อสอบที่พี่ๆ เตรียมมานั้น ถูกนำมาจากข้อสอบเก่าในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร หลายเหล่าและหลายปีครับ แต่พี่ๆ ทำปรับแก้โจทย์ทั้งหมด ดังนั้น หากใครจำคำตอบจากข้อสอบเก่า มาตอบนั้น “ผิดแน่นอนครับ” (บอกแล้วว่าอย่ามั่ว) เมื่อเริ่มสอบแล้ว จากที่พี่ได้คุมสอบน้องๆ 20 กว่าคน พบว่าบางคน “มั่ว” ได้ใจมาก ดูได้จากคำตอบที่ตอบนั้นแทบไม่ถูกเลยแสดงว่าคำนวณไม่ได้ แต่ก็กาตัวเลือกมามาเพื่อหวังว่า “ดวง หรือโชคลาง” น่าจะช่วยให้ได้คะแนนบ้าง ซึ่งพี่ก็บอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่า “ข้อไหนทำไม่ได้ ไม่ต้องทำ ให้วงไว้หน้าข้อ” ทั้งนี้ เราจะได้รู้ว่าเราทำได้จริงๆ กี่ข้อนั่นเอง แต่โดยรวมแล้วทุกคนตั้งใจทำกันมาก น่าดีใจแทนคุณพ่อคุณแม่ของน้องๆ หลายคนที่มาส่งจริงๆ ครับ

     

     

          ภายหลังการทำข้อสอบชุดเล็กแบบ Non-Stop เวลาประมาณ 12:00 ก็ถึงเวลาในการสลับกัน ตรวจคำตอบ ซึ่งหลายคนบ่นว่ายาก ทำไม่ค่อยได้กัน อันมีผลคะแนนการสอบจากคะแนนเต็ม 120 คะแนน ดังนี้ครับ

70 - 79 คะแนน รวม 1 คน คิดเป็น 5 %

60 - 69 คะแนน รวม 4 คน คิดเป็น 19 %

50 - 59 คะแนน รวม 6 คน คิดเป็น 28 %

40 - 49 คะแนน รวม 3 คน คิดเป็น 14 %

30 - 39 คะแนน รวม 5 คน คิดเป็น 24 %

20 - 29 คะแนน รวม 2 คน คิดเป็น 10 %

10 - 19 คะแนน รวม - คน

คะแนนสอบดังกล่าว แสดงเป็นแผนภูมิวงกลมได้ ดังนี้

          จากการทำ Progressive Pre-Test ครั้งแรกนี้ พี่บันทึกเป็นข้อมูลและสรุปเป็นหัวข้อเสนอแนะต่างๆได้ ดังนี้

  • คนที่ทำคะแนนได้ดีกว่าคนอื่น จะทำได้ด้วยความสามารถจริงๆ ไม่ได้มั่ว ส่วนคนที่มั่ว จะทำคะแนนได้ไม่ดีเลยครับ เพราะมีโอกาสผิดถึง 75% จากการเดาในข้อนั้นๆ (มั่วตอบมา มีโอกาสตอบคำตอบที่ถูกต้องจากตัวเลือกทั้ง 4 เพียง 25% คือหนึ่งตัวเลือก ในสี่ตัวเลือก เท่านั้น)

          และสังเกตได้จากตัวปัญหาสอบซึ่งเป็นกระดาษทด คนที่ตั้งใจทำจะมีแต่ร่องรอย การคำนวณ ในขณะที่คน “มั่ว” กระดาษจะเป็นสีขาวใส สะอาดตามาก

  • หลายคนรู้ตัวว่ามั่ว แต่ก็ยังตอบ จะทำให้คะแนนที่เราวัดผลได้นั้นเกิดจากผลของ “ดวง” ผูกเข้าไปด้วย ทำให้ไม่ได้แสดงถึงความสามารถที่แท้จริงของตนเองได้
  • ในวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะทำข้อคำนวณได้ดีกว่าข้อบรรยาย
  • วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ทำคะแนนกันได้น้อยมาก ทั้งๆ ที่คำศัพท์หรือรูปประโยคไม่ได้ยากมากมาย อันเป็นผลจากธรรมชาติของเด็กไทยที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษน้อยมากๆ นั่นเอง
  • ประเด็นนี้สำคัญมากครับ “คนที่เรียนได้เกรดเฉลี่ยในโรงเรียนสูงมากๆไม่สามารถเอาชนะเด็กที่ขยันเตรียมตัวสอบมาตลอดทั้งปีได้” อันเป็นตัวชี้วัดว่า สำหรับการสอบเตรียมทหารแล้ว “ เก่งไม่กลัว กลัวคนขยัน” ครับ
  • และข้อสรุปปลีกย่อยอื่นๆ

          หากจะพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว ถือว่าความตั้งใจของทุกคนนั้นสูงมาก แต่ทุกยังไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะถ้าอยากสอบติดจริงๆ เราต้องทำคะแนนแต่ละวิชาให้ได้ไม่ต่ำกว่า 85% กล่าวคือสอบจริง (วิชาใดๆก็ตาม) มี 50 ข้อ เราต้องทำให้ได้อย่างน้อย 85% x 50 = 42.50 หรือ 43 ข้อ ทุกวิชา จึงจะสอบติดรอบแรกได้

          เพราะอะไร ? เพราะถ้าเราทำไม่ได้ แต่คนอื่นเขาทำได้ไงครับ

          ประเทศไทยกว้างมาก เมื่อถึงสนามสอบจริง เราไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร หลายคนทดสอบตัวเองครั้งแรกกับสนามสอบจริงเลย แล้วก็สอบไม่ติด (เช่นตัวพี่เอง เป็นต้น) เพราะข้อที่เราทำไม่ได้ มีคนเก่งๆ ที่เขาทำได้ไงครับ พี่จึงอยากให้น้องๆ ตั้งเกณฑ์ไว้กับตัวเอง แล้วเอาชนะตัวเอง เพราะถ้าน้องตั้งเกณฑ์ไว้สูงแล้วน้องเอาชนะตัวเองได้ น้องก็เอาชนะคนอื่นได้โดย Autonomous ครับ

          อย่าท้อแท้ว่า วันนี้ผมมาสอบกับพี่ ได้ 30 กว่าคะแนนเอง จะสอบติดหรือเนี่ยะ?

          ให้จำไว้นะครับว่า การแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในกีฬาโอลิมปิก ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดการแข่งขันเจ้าลมกรดของโลก, Usain Bolt จาก Jamaica วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลาเพียง 9.69 วินาที !!! แต่รู้ไหมครับว่า เขาต้องซ้อมวิ่งมากี่ปี เพื่อจะมาแข่งจริงในเวลาไม่ถึง 10 วินาที

          ลองเข้าไปอ่านดูครับ http://news.theage.com.au/world/bolt-wins-mens-100m-olympic-gold-20080817-3wss.html

          thaicadet.org ตระหนักเสมอว่า การเตรียมตัวสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารเพียงเดือนเดียว คือเดือนมีนาคมในปีนั้นๆ ไม่มีทางที่จะทำให้คนธรรมดาๆ เอาชนะคนที่เตรียมตัว มาเป็นแรมปีได้ เพราะเวลาสอบจริงๆ นั้น เขาสอบกันด้วยเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นครับ!!!

          ขอให้น้องๆ ทุกคนที่ได้อ่านข้อความนี้แล้ว ใช้เวลาอีก 2 เดือนครึ่งให้คุ้มค่าที่สุดครับ ตอบตัวเองให้ได้ว่าอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะให้อะไรดีๆ กับชีวิตตัวเอง

          พบกันอีกครั้ง กับ Progressive Pre-Test ครั้งที่ 2 ในวันที่ 30 มกราคม 2553 ครับ จำนวนข้อของการสอบจะมากขึ้น เวลาจะมากขึ้น ความยากและความกดดันจะมากขึ้น และอะไรหลายๆ อย่างที่น้องจะได้เจอก่อนการสอบจริง น้องๆ สามารถมาเจอได้ที่นี่ กับเราครับ

          Print ไปแปะหัวนอนเลยนะครับ

“เกิดมาชีวิตหนึ่ง จะมีโอกาสสักกี่ครั้ง”

“ที่สุดแห่งชัยชนะ คือชนะใจตนเอง”

          ทั้งนี้ หากมีข้อบกพร่องใดๆ กรุณาแจ้งมาได้ เพื่อที่ทีมงานนายร้อยไทยจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข และเตรียมพร้อมสำหรับการจัดกิจกรรมเพื่อน้องๆ ในครั้งต่อไปครับ

ด้วยความเคารพ
ทีมงานนายร้อยไทย : www.thaicadet.org
Call me: 087-561-2511
087-562-2511
086-571-4623

Note: 1. การมาสอบครั้งต่อไป มาชุด private นะครับ (เสื้อยืด กางเกงขาสั้นหรือขายาวก็ได้ รองเท้าตามสบาย) เตรียมดินสอกด และยางลบมาเท่านั้น ชวนเพื่อนมาสอบกันเยอะๆ ครับ เจอกัน 08:50 ที่เก่าเวลาเดิมครับ
                2. thaicadet.org ใช้เงินทุนส่วนตัวจากการขายเอกสารเช่นข้อสอบเก่า เฉลยข้อสอบคณิตศาสตร์แบบละเอียดสุดๆ ฯ สำหรับการเตรียมการและการจัดกิจกรรม Pre-Test ครั้งหนึ่งๆ ประมาณ 1,200 บาท ซึ่งน้องๆ ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย มาแค่ตัวกับหัวใจ กับหนึ่งสมองสองมือก็พอครับ

 
 
Google
 

เว็บไซต์นายร้อยไทย : บันไดขั้นแรกสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหาร.
© 2010. All Right Reserved by THAI CADET.ORG / Last Updated : Sat, 27 February, 2010 21:45     Bookmark and Share
 
คอร์สกวดวิชาตลอดทั้งปี.