ความจริง (ที่อาจเจ็บปวด)
ของการสอบเตรียมทหารเหล่าตำรวจ ปี ๒๕๕๓

 
 

          อาจเป็นเรื่องใหม่ สำหรับการสมัครสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๓ นี้ เพราะ รร. นรต. เปิดให้มีการรับสมัครทาง Internet เท่านั้น (http://www.rpca-admission.com) น้องๆ ที่สมัครสอบแล้ว และยังไม่สมัคร (แต่เตรียมจะสมัคร) อาจได้ศึกษาข้อมูล และพบข้อน่าสังเกตหลายประการ พี่เองก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเช่นกัน จึงอยากมา share ข้อมูลกับน้องๆ ทุกคน ดังนี้ครับ

          ๑. น้องๆ สังเกตนะครับว่า การรับสมัคร จะเปิดในช่วงเวลาที่จำกัด คือตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๓ ซึ่งนับเป็นเวลาประมาณ ๓ สัปดาห์เท่านั้น ไม่มีการสมัครสอบด้วยตนเองในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ เหมือนเหล่าอื่นๆ ดังนั้น คนที่สามารถเข้าถึงสื่อทาง Internet เท่านั้น จึงจะสามารถสมัครสอบได้

          ณ วันนี้ เหลือเวลาอีกเพียง ๘ วันก็จะถึงกำหนดปิดการรับสมัคร แต่จะเห็นว่ามีผู้สมัครและจ่ายเงินแล้วเพียง ๗,๘๐๐ กว่าคนเท่านั้น ตัวพี่เองมีความคิดเห็นส่วนตัวว่า ประเทศไทยนั้นกว้างนัก ยังมีเด็กๆ ในต่างจังหวัดอีกหลายหมื่นหลายแสนคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อทาง Internet ได้ คนเก่งๆ เหล่านี้ที่บ้านอาจเพิ่งมีไฟฟ้าใช้ อาจยังต้องใช้คานหาบถังหิ้วน้ำบาดาลจากบ่อน้ำเก่าๆ เพื่อนำไปซักผ้าที่บ้าน อาจต้องห่อข้าวไปกินที่โรงเรียนกับเงินกินขนมคนละ ๔ - ๕ บาท อาจต้องตื่นตีสี่ครึ่งเพื่อมาเช็ดบาตรเพื่อเดินตามหลวงลุงไปบิณฑบาตตอนเช้า ฯลฯ เด็กๆ คนเก่งหัวใจแกร่งเหล่านี้อาจเตรียมตัวอ่านหนังสือทุกวันมาตลอดทั้งปี เพราะอยากเป็นนายร้อยตำรวจ และคาดหวังว่า แม้ตนเองจะไม่มี Internet ใช้ แต่ก็จะมาสมัครสอบด้วยตนเอง เหมือนนักเรียนรุ่นพี่ๆ ในโรงเรียนของตนที่มาเล่าให้ฟังเมื่อครั้งเปิดเทอมปีที่แล้ว

          การพลาดโอกาสสมัครสอบ เพราะความเป็นคนเหมือนกันแต่มีโอกาสไม่เทียมกันเด็กเก่งๆ คนดีๆ นับหมื่นนับแสนคนเหล่านี้ เป็นความผิดของเขาหรือครับ? ผมขอตอบให้ว่า “ไม่ใช่หรอกครับ” เป็นเพราะโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันต่างหาก ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าความไม่สมบูรณ์แบบของการประชาสัมพันธ์และรูปแบบการรับสมัครสอบ จะถูกนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และจะถูกนำมาแก้ไขเพื่อให้เด็กๆ ทุกคนในสังคมไทยมีความเท่าเทียมกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

          หรือหากจะมองอีกมุมหนึ่ง เด็กเก่งๆ จากต่างจังหวัดเหล่านี้จะได้ไปเป็นนายร้อยเหล่าทหาร ไม่มาเป็นนายร้อยตำรวจ คิดแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบครับ


 

          หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันพุธที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๒๓.๔๓ น. ซึ่งต่อมาในวันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้มีประกาศเพิ่มเติมว่า "เพิ่มช่วงรับสมัคร 9 - 14 มีนาคม 2553 ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ดอนเมือง กรุงเทพฯ" ซึ่งเว็บไซต์นายร้อยไทยต้องขอขอบคุณในความเมตตาของคณะกรรมการรับสมัคร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการสอบครั้งนี้ ที่ขยายช่องทางการรับสมัครออกไป ซึ่งเปิดโอกาสให้น้องๆ ในต่างจังหวัดจำนวนมากได้สมัครสอบผ่านทางช่องทางที่เหมาะสมกับสถานะทางสังคมและสภาพแวดล้อม


          ๒. หากแม้นถึงเวลาปิดรับสมัครแล้ว มีผู้สมัครสอบที่จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คน ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นการแข่งขันกันของคนจำนวน ๑๐,๐๐๐ คนนะครับ ในทุกๆ ปี ผู้สมัครสอบเข้าเป็น นตท. แต่ละเหล่าจะมีประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน แต่จะเป็นการสอบแข่งขันกันของคนไม่เกิน ๑,๕๐๐ คนต่อเหล่าเท่านั้น อีก ๒๘, ๕๐๐ คนนั้น เขาเรียกว่า มาสมัครสอบตามสิทธิ์ครับ กล่าวคือ

    • เป็นเด็กชาย จบ ม. ๓ ก็มาสมัครสอบได้
    • ไม่เป็นตุ๊ด แต๋ว เกย์ กระเทย ก็มาสมัครสอบได้
    • สายตาปกติ ไม่ใส่แว่นตา ก็มาสมัครสอบได้
    • ไม่เป็นโรคร้ายแรง ไม่เป็นเอดส์ ก็มาสมัครสอบได้
    • เหตุผลอื่นๆ ฯลฯ ที่ไม่ขัดตามระเบียบการรับสมัคร ก็มาสมัครสอบได้

          แต่ ทั้ง ๓๐,๐๐๐ คน เคยถามตัวเองไหมว่า น้องๆ ได้เตรียมตัวมาเต็มที่หรือยัง? น้องๆ ยังไม่ขยันทำการบ้าน ไม่อ่านหนังสือ ยังเล่นเกมส์ ดูทีวี Chat Facebook, hi5, เล่น BB, ยังใช้เวลาในแต่ละวันให้เปล่าประโยชน์อยู่หรือไม่ น้องๆ เคยใช้ความพยายามเต็มที่เพื่อฟิตซ้อมตัวเอง อ่านหนังสือวันละ ๕ – ๖ ชั่วโมง นำคำถามที่ไม่เข้าใจไปถามเพื่อนเก่งๆ ถามครู ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพให้พร้อมสำหรับการสอบแล้วหรือยัง? ถ้าวันไหนน้องๆ ขี้เกียจ ขอให้จำไว้ว่า ยังมีคนอีกเป็นร้อยเป็นพันที่กำลังขยันระดับเทพ เพื่อเอาชนะน้องๆ

          แล้ว น้องๆ ขยันระดับเทพเหล่านี้ มีแค่ประมาณ ๑,๕๐๐ คนต่อเหล่าเท่านั้นแหละครับ ที่เหลืออีก ๒๘,๕๐๐ คนต่อเหล่า (ที่มาสมัครตามสิทธิ์) ก็ถือว่า เสียค่าสมัครสอบเพื่อบำรุงโรงเรียนเหล่าก็แล้วกันนะครับ คิดง่ายๆ สมัครสอบคนละประมาณ ๒๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วโรงเรียนเหล่า (แต่ละเหล่า) จะได้รับเงินจากเด็กๆ ประมาณคนละ ๑๐๐ บาท ถ้า ๓๐,๐๐๐ คน โรงเรียนเหล่าก็รับไปเหล่าละประมาณ ๓ ล้านบาท สี่เหล่าก็ประมาณ ๑๒ ล้านบาท !!!

          ดังนั้น มันจึงเป็นการสู้กันระหว่างเด็กๆ ระดับเทพ ประมาณ ๑,๕๐๐ คนต่อเหล่าเท่านั้นแหละครับ น้องๆ ก็ลองถามตัวเองว่า เราสมัครสอบเพราะเราคือระดับเทพ หรือสมัครสอบเพราะสอบตามสิทธิ์ ครับ

          ๓. หลายคนสอบถามว่า ทำไมไม่เพิ่มคะแนนพิเศษที่คุณพ่อเป็นทหาร – ตำรวจในรอบแรก และทำไมเราไม่ต้องส่งเอกสารมากมายในการสมัครสอบรอบแรกครับ

          ในความเป็นจริงแล้ว โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (และโรงเรียนเหล่าอื่นๆ) ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลของน้องๆ ทุกคนที่มาสมัครไว้ หาก ๙๕ % ของข้อมูลเหล่านั้น จะต้องกลายมาเป็นขยะกระดาษกองมหาศาล ดังนั้น จะเป็นการดีกว่าไหมถ้าให้ผู้สมัครกรอกข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และเพียงพอที่จะทราบคร่าวๆ ว่าเด็กๆ แต่ละคนเป็นใคร จาก ๓๐,๐๐๐ คนนี้ จะสอบผ่านรอบแรกเพียง ๕๐๐ – ๖๐๐ คนต่อเหล่าเท่านั้น ดังนั้น โรงเรียนเหล่าก็เรียกข้อมูลจากเด็กเก่งๆ ๖๐๐ คนเหล่านี้ ดีกว่า ใช่ไหมครับ พอถึงการตัดสินรอบสุดท้าย ก็เก็บไว้เพียง ๑๘๐ ชุด และทิ้งเพียง ๔๒๐ ชุด นี่น่าจะเป็นการบริหารจัดการข้อมูลที่ดีขึ้นของระบบการรับสมัคร ครับ

          และ พี่คิดว่าเป็นการยุติธรรมดีครับ ที่คะแนนพิเศษกรณีบุตรข้าราชการทหาร – ตำรวจ จะถูกนำมาใช้ในการสอบรอบสอง เพราะสิทธิพิเศษควรเป็นของคนที่มีความสามารถจริงๆ ไม่ใช่ลูกหลานนายพลเดินมาหัวโล่งๆ ความรู้ = 0 แล้วขอใช้สิทธิ์ตั้งแต่รอบแรก อย่างนี้คงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่หรอกครับ ในความเป็นจริงแล้ว สิทธิพิเศษนี้ถือว่ามีค่าน้อยมากหากเทียบกับคะแนนจากความสามารถจริงๆ ไม่อย่างนั้น นักเรียนเตรียมทหารในแต่ละรุ่นหน้าตาไม่เป็น OTOP (One Tambon One Product) อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้หรอกครับ หล่อแบบเด็กบ้านนอกทั้งนั้น (รวมทั้งพี่ด้วย) ^^

          ๔. หลายคนสงสัย แต่ไม่กล้าถามว่า สอบเตรียมทหารมีเส้นจริงหรือไม่? พี่ขอตอบว่า “จริงครับ” แต่มีน้อยมาก และการจะใช้เส้นได้นั้น เด็กคนนั้นต้องสอบผ่านรอบแรกโดยมีคะแนนสอบที่ดีเป็นที่ตั้ง หากท่านนายพลคนใดพยายามที่จะดันลูกชาย (หัวโล่งๆ) เข้าสู่ระบบของการผลิตนักเรียนเตรียมทหาร น้องๆ คิดว่าเด็กเส้นคนนี้จะอยู่ได้หรือครับ?? โรงเรียนเหล่าต้องการเด็กฉลาดที่มีความสามารถทางด้านพละศึกษา ความปกติด้านร่างกาย และไหวพริบจากการสอบสัมภาษณ์ เพราะพอเข้าสู้ระบบการสร้างนักเรียนเตรียมทหารแล้ว นักเรียนเตรียมทหารใหม่ทุกคนจะโง่ลง จากการโดนรับประทาน (เรียกสั้นๆ ว่าโดนแดกครับ) แล้วร่างกายที่อ่อนล้า ก็จะทำให้ประสิทธิ์ภาพการศึกษาลดลง จากคนเก่งมากๆ จากทั่วประเทศ จะกลายเป็นคนเก่งธรรมดา พอสอบกันทีก็เกือบผ่านบ้าง สอบตกบ้าง คละกันไป ดังนั้นลูกท่านนายพลที่ขนาดแก้สมการ Quadratic ยังไม่เป็น แต่ถูกระบอบอำมาตยาธิปไตยยัดเข้าไป ก็จะสอบตก ติด F เมื่อแก้ F ไม่ผ่านก็ต้องออกจากการเป็นนักเรียนเตรียมทหารไปในที่สุด นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเสมอๆ ในโรงเรียนเตรียมทหารครับ น้องไม่คิดบ้างหรือครับว่าถ้าน้องไม่เจ๋งจริง ไม่ได้สอบด้วยความสามารถจริงๆ พอเข้าไปเรียนก็รับความรู้อะไรไม่ได้เลย (ขออภัยสำหรับคำพูดไม่สุภาพครับ) เพื่อนถามว่า “มึงสอบเข้ามาได้ไงวะ” น้องก็ตอบไม่ได้ พอเพื่อนรู้ก็อาจมีการตั้งกรรมการสอบสวนและถูกให้ออก เพราะมันเป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับคนเก่งที่ควรสอบได้แต่ถูกเบียดบัง ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เข้าศึกษาจะสำเร็จการศึกษาหมดนะครับ การลาออก ถูกให้ออก ถูกไล่ออก สอบตก และเสียชีวิต คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงครับ

          ดังนั้น การช่วยเหลือบุตรหลานด้วยการใช้เส้น จึงเป็นลักษณะของ “พ่อแม่ รังแกฉัน” นอกจากจะเป็นการเอาเปรียบเยาวชนของชาติที่ควรสอบได้ (แต่ไม่ได้ เพราะลูกเราไปเอาเปรียบเขา) แล้ว ยังเป็นการทำร้ายลูกเราทางอ้อม ด้วยครับ

          ทั้งนี้ ความเห็นทั้งหมดข้างต้น ๙๙% เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของพี่ครับ แต่เป็นความคิดเห็นที่ Common ที่คนทั่วไปและพี่ๆ น้องๆ นักเรียนเหล่าก็คิดเช่นนี้ครับ น้องๆ ที่อ่านแล้วมีความคิดเห็นเป็นเช่นไร ก็ส่ง e-mail หรือ post the comment ใน webboard ก็ได้ครับ

          อย่าลืมนะครับ ไม่ควรสมัครสอบในวันที่ ๒๕ – ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เพราะระบบอาจจะล่ม (Mass Data transferred เนื่องจากปริมาณมหาศาล พุ่งเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลเพียงจุดเดียวในเวลาเดียวกัน) แต่น้องควรจะรีบดำเนินการสมัครก่อนวันดังกล่าวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาี่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้

          การเตรียมตัวทุกวัน ไม่ใช่สู้กับใครแต่สู้เพื่อเอาชนะตัวเอง พี่ขอให้น้องๆ ทุกคนที่มีความตั้งใจ สามารถสอบผ่านเข้าเป็นนักเรียนใหม่ได้ ในปีการศึกษานี้ครับ

ด้วยความเคารพ
Webmaster: www.thaicadet.org
Call me: 087-561-2511
087-562-2511
086-571-4623

 
 
 
 
Google
 

เว็บไซต์นายร้อยไทย : บันไดขั้นแรกสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหาร.
© 2011. All Right Reserved by THAI CADET.ORG / Last Updated : Thu, 28 July, 2011 1:32